“คอมมูนิตี้ ชิลด์” ฟุตบอล “แชมป์ ชน แชมป์” เพื่อการกุศล

1 สัปดาห์ก่อนพรีเมียร์ลีก จะเริ่มต้นขึ้น เป็นธรรมเนียมที่ฟุตบอลเพื่อการกุศล “คอมมูนิตี้ ชิลด์” จะลงทำศึกแห่งศักดิ์ศรีกัน นั่นเป็นธรรมเนียมที่แฟนบอลอังกฤษคุ้นเคยกันมากว่า 113 ปีแล้ว

แฟนบอลหลายคนเคยกล่าวว่า การคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยรายการใดรายการนึงในอังกฤษว่ายากแล้ว แต่การคว้าแชมป์ฟุตบอล คอมมูนิตี้ ชิลด์ นั่นยากกว่า เพราะนั่นหมายความว่า ทีมรักของคุณต้องเป็นแชมป์ พรีเมียร์ลีก ลีกสูงสุดของอังกฤษ ซึ่งจะต้องเป็นทีมที่ต้องแข็งแกร่งและคงเส้นคงวาที่สุดตลอดฤดูกาล หรือไม่ก็ ทีมรักของคุณต้องเป็น แชมป์ เอฟเอ คัพ ราชาฟุตบอลถ้วยที่ไม่รู้จักคำว่าแพ้

และแน่นอนว่า 7 สิงหาคมนี้ ทีม “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เจ้าของแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลล่าสุด จะต้องมาพิสูจน์ฝีเท้ากับ “จิ้งจอกสยาม” เลสเตอร์ ซิตี้ เจ้าของแชมป์เอฟเอ คัพ ฟุตบอลถ้วยรายการที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

ก่อนที่เราจะไปพบกับ ฟุตบอลการกุศล ศึกแห่งศักดิ์ศรีของ คอมมูนิตี้ ชิลด์ 2021 เราจะพาแฟน “จิ้งจอกสยาม” ย้อนกลับไปหาจุดเริ่มต้นของ ฟุตบอลรายการนี้กันก่อน

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1908 หรือ 113 ปีที่แล้ว สมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ) มีแนวคิดที่จับเอาทีมที่ แชมป์ดิวิชั่น 1 มาพบกับทีมแชมป์จาก เซาท์เทิร์น ลีก มาลงแข่งขันกัน โดยขณะนั้น เอฟเอ ได้ใช้ชื่อการแข่งขันว่า “แชร์ริตี้ ชิลด์” พร้อมกับนำรายได้จากการขายตั๋วไปช่วยเหลือกิจกรรมด้านสังคมและการกุศลทั่วประเทศ

หลังจากนั้นเมื่อรายการนี้เป็นที่นิยมแฟนบอลได้เห็นการแข่งขันที่ นำเอา แชมป์ มาชนกับ แชมป์ แถมรายได้ยังกลับไปช่วยเหลือการกุศลอีก ทางสมาคมฟุตบอลอังกฤษ จึงมีไอเดียที่จะจัดการแข่งขันฟุตบอลรายการนี้ ขึ้นเป็นประจำ โดยใช้วิธีในการเชิญทีมมาลงเตะด้วยวิธีที่ต่างกันออกไปในแต่ละปี เช่น นำแชมป์ลีกอาชีพ มาพบกับ แชมป์ลีกสมัครเล่น หรือ แชมป์ เอฟเอ คัพ พบ แชมป์จากลีกกึ่งอาชีพ ฯลฯ

ปี 1930 เอฟเอ ตัดสินใจเพิ่มความน่าสนใจให้กับรายการนี้ภายใต้ไอเดีย “แชมป์ ชน แชมป์” ฟุตบอล ‘แชร์ริตี้ ชิลด์’ จึงกลายเป็นเกมที่ดวลกันระหว่าง แชมป์ลีกสูงสุด หรือ แชมป์ดิวิชั่น 1 อังกฤษ กับ แชมป์เอฟเอ คัพ และถือปฏิบัติมาจนปัจจุบันนี้

อย่างไรก็ตามในบางปีนั้น สมาคมฟุตบอลอังกฤษ ก็มีการปรับเปลี่ยนคู่แข่งขันไปบ้าง อย่างเช่นในปี 1950 พวกเขาให้ ทีมชาติอังกฤษ ลงเล่นกับ ทีมชาติแคนาดา

ฟุตบอลรายการ แชร์ริตี้ ชิลด์ เดิมไม่ได้ถูกกำหนดให้เตะก่อนเปิดฤดูกาล จนกระทั่งในปี 1959 เอฟเอ ปรับให้โปรแกรมให้มาเตะกันก่อนเปิดสนามลีกสูงสุดประเทศหนึ่งสัปดาห์

แม้ว่าฟุตบอลรายการ แชร์ริตี้ ชิลด์ จะเป็นการแข่งขันรายการแห่งศักดิ์ศรี ที่หลาย ๆ ทีมใฝ่ฝันอยากจะได้เข้าร่วม แต่ก็มีหลายทีมที่เลือกปฏิเสธที่จะลงเล่นฟุตบอลรายการนี้ เช่นในปี 1971 ที่ อาร์เซนอล ในฐานะ “ดับเบิ้ลแชมป์” ทั้งบอลลีกดิวิชั่น 1 และเอฟเอ คัพ เลือกที่จะถอนตัวจากการแข่งขัน จนทำให้ เลสเตอร์ ในฐานะ “แชมป์ดิวิชั่น 2” ได้รับเชิญมาเตะแทน กับ ลิเวอร์พูล ที่เข้าร่วมในฐานะ รองแชมป์เอฟเอ คัพ ก่อนจะสร้างประวัติศาสตร์โค่น ลิเวอร์พูล 1-0 พร้อมกับคว้าแชมป์แชร์ริตี้ ชิลด์ ไปครอง

หลังจากนั้นในปี 2002 เอฟเอ ได้มีการเปลี่ยนชื่อการแข่งขัน เป็น “คอมมูนิตี้ ชิลด์” โดยทัพ “จิ้งจอกสยาม” มีโอกาสผ่านเข้าไปเล่นในรายการนี้อีกครั้่งในฤดูกาล 2016/17 โดยเข้าร่วมในฐานะ แชมป์พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาล 2015/16 โดยพ่ายให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แชมป์เอฟเอ คัพ 2016 ไป 1-2 และ นั่นเป็น 2 ครั้งที่เลสเตอร์ ซิตี้ ได้มีโอกาสเข้าร่วมในฟุตบอลการกุศล รายการนี้ ก่อนที่จะสร้างประวัติศาสตร์ คว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ฤดูกาล 2020/21 และ ผ่านเข้าไปพบกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในวัน เสาร์ที่ 7 สิงหาคม นี้

ร่วมให้กำลังใจ “จิ้งจอกสยาม” เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมของคนไทย คว้าแชมป์ฟุตบอลคอมมูนิตี้ ชิลด์ 2021 วันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม นี้ คิกออฟเวลา 23.15 น.