ฟิล กิลคริสท์ เซ็นเตอร์แบ็กจอมแกร่งผู้ใช้ “จมูก” ทำประตูดับหงส์แดงที่แอนฟิลด์

จอห์น ฮัทชินสัน นักประวัติศาสตร์ของเลสเตอร์ ซิตี้ จะพาไปรู้จักกับฟิล กิลคริสท์ อดีตกองหลังของสโมสร ที่เล่นให้กับทีมในยุคของ มาร์ติน โอนีล และปีเตอร์ เทย์เลอร์

ปัจจุบัน กิลคริสท์ มีตำแหน่งเป็นผู้ดูแลบ้านที่ โรงเรียนแร็ทคลิฟฟ์ คอลเลจ เมืองเลสเตอร์ (ที่แร็ทคลิฟฟ์ จะมีการแบ่งนักเรียนประจำออกเป็น 4 บ้าน) และ เป็นฝ่ายประสานงานด้านหลักสูตร (Senior Housemaster and Co-Curricular Coordinator)

ฟิล เริ่มเล่าให้ฟังเกี่ยวกับอาชีพนักฟุตบอลของเขา ที่เริ่มต้นในยุคของ ไบรอัน คลัฟ ที่น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์

“ตอนแรกสุด ผมไม่ได้รับเลือกให้ติดทีมชุดเยาวชนของพวกเขา แต่ผู้จัดการทีมระดับท้องถิ่น พาผมไปแข่งในเกมที่เจอกับเด็กฝึกของฟอเรสต์ จากนั้นเขาเสนอให้ผมเป็นนักเรียนทุน คุณแม่ของผมยืนกรานในตอนนั้นด้วยนะว่า ผมต้องสอบ GCSE (สอบวัดความรู้สำหรับเด็กที่มีอายุ 14 – 16 ปี) ให้ผ่านก่อน”

“จอห์น เพอร์กินส์ โค้ชทีมเยาวชน กลายเป็นผู้ที่ผลักดันผม ผมแทบไม่ได้เจอ ไบรอัน คลัฟ เลย ไม่ว่าเขาจะอยู่ในอารมณ์ไหน ผมจะอยู่ห่างจากเขา”

“อย่างไรก็ตาม เขายอดเยี่ยมมากกับเด็กๆ และจะเรียกชื่อเด็กทุกคนตามถิ่นที่มา เขาเคยเรียกผมว่า ‘มิดเดิลสโบรช์’ เพราะผมเกิดที่นั่น”

“เมื่อเราลงเล่นในเกมเอฟเอคัพ นัดชิงชนะเลิศ ปี 1991 คลัฟ พาผมและผู้เล่นอีกคนที่เล่นดีในระดับเยาวชน ติดทีมไปด้วย เราอยู่ในโรงแรม เดินออกไปในสนาม และได้เข้าเฝ้าเจ้าหญิงไดอาน่า แม้เกมนั้นเราจะแพ้ แต่ก็เป็นวันที่ยอดเยี่ยมมาก”

ในเดือนมกราคม ปี 1992 ฟิล ย้ายไปเล่นให้กับ มิดเดิลสโบรช์

“ฟอเรสต์มีนักเตะระดับเดส วอล์คเกอร์ และ สจ๊วร์ต เพียร์ซ ทำให้ยากสำหรับผมที่จะขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของพวกเขา”

“ผมเลยไปที่ มิดเดิลสโบรช์ และช่วงที่เล่นให้กับทีมสำรอง ฮาร์ทลี่พูล ก็สะดุดตาฟอร์มของผม ผมเซ็นสัญญากับพวกเขา เพราะผมอยากเล่นให้กับทีมชุดใหญ่”

“ผมประเดิมสนามให้กับฮาร์ทลี่พูล ในเกมกับสโต๊ค ซิตี้ นั่นคือจุดเริ่มต้นของผม เล่นในเกมลีกตั้งแต่อายุ 19 ปี มันหาค่ามาเปรียบไม่ได้จริงๆ แต่มันก็มีช่วงเวลาที่แย่ เมื่อเราไม่ได้รับค่าจ้างอยู่ช่วงหนึ่ง แต่มันก็เป็นประสบการณ์ฟุตบอลที่ดี เราฝึกฟุตบอลกันใต้โรงไฟฟ้า ตอนที่ฝนตก คุณจะได้ยินเสียงไฟช็อตแปลบๆ เหมือนอยู่อีกโลกหนึ่ง!”

“ผมเล่นอยู่ที่นั่นสามปีกว่า จากนั้น อ็อกซ์ฟอร์ด ก็ติดต่อผมเข้ามา ประธานสโมสรของเขาจ่ายเงิน 1 แสนปอนด์ให้กับผมด้วยตัวเอง มันเป็นช่วงขาขึ้นของผม ผมได้เล่นฟุตบอลกับ แม็ตต์ เอลเลียตต์ และกลายเป็นคู่หูในทีม”

“เดนนิส สมิธ เป็นผู้จัดการทีมในเวลานั้น เขาเป็นคนที่โหดนะ เขาบอกให้ผมเล่นทั้งๆที่ขาหักอยู่ครั้งหนึ่ง แต่ เมเนอร์ กราวน์ สนามของพวกเขา ค่อนข้างเก่าแก่ แต่สภาพสนามสุดยอด เจ้าหน้าที่สนามไม่เคยให้เราไปเหยียบเลยจนกว่าจถึงวันแข่งขัน มันเป็นช่วงเวลาที่ดี ผมได้แต่งงานที่นั่นด้วย และมันเป็นบรรยากาศของคู่หนุ่มสาว และเด็กๆของพวกเขา”

“แม็ตต์ เอลเลียตต์ เป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดของพวกเขา ผมประเดิมสนามพร้อมกับเขา และลงเล่นกับเขาตลอดมา กระทั่งเขาไปที่เลสเตอร์ก่อนผม 2 ปีครึ่ง มันมีข่าวลือว่าเลสเตอร์ พยายามเซ็นสัญญากับเราทั้งคู่ แต่อ็อกซ์ฟอร์ด ไม่ยอมให้เราทั้งสองคนไป ผมมารู้เรื่องนี้ทีหลัง”

“แต่แม็ตตี้ สอนผมหลายเรื่อง ฤดูกาลสุดท้าย ผมกลายเป็นผู้เล่นแห่งปีที่อ็อกซ์ฟอร์ด ผมไม่เคยเป็นนักเตะที่เทคนิคดีสักเท่าไหร่ แต่ผมทุ่มเทสุดตัวเพื่อชัยชนะ ไม่มีใครมาหยุดผมให้วิ่ง ไม่มีใครหยุดผมให้พยายาม”

“เราพา อ็อกซ์ฟอร์ด เลื่อนชั้น และมีช่วงเวลาที่ดีในฟุตบอลถ้วย เราเกือบชนะเชลซี นำพวกเขา 1-0 กระทั่งเสียจุดโทษให้กับจานลูก้า วิอัลลี่ ก่อนจะแพ้พวกเขาในนัดรีเพลย์ 1-4 ถึงนัดนั้นผมจะยิงประตูได้ก็เถอะ”

เดือนสิงหาคมปี 1999 กิลคริสท์ ย้ายมาร่วมทีมเลสเตอร์ ซิตี้ ด้วยค่าตัว 500,000 ปอนด์ เป็นช่วงเวลาที่ “เดอะ ฟ็อกซ์” กำลังทำผลงานได้ดีในยุคของมาร์ติน โอนีล

“เลสเตอร์กำลังต้องการเซนเตอร์แบ็ก เพราะสตีฟ วอล์ช บาดเจ็บ ผมคิดว่า โอนีล กำลังต้องการตัวนิคอส ดาบิซาส ปราการหลังของนิวคาสเซิ่ลในเวลานั้น และอ็อกซ์ฟอร์ดจะไม่ปล่อยผมไป จนกว่าพวกเขาจะหาตัวแทนได้”

“โชคดี ที่เลสเตอร์ ไม่ได้เซ็นสัญญากับ ดาบิซาส กระทั่งเอเยนต์ของผมโทรเข้ามา แล้วบอกว่า ทั้งสองสโมสรตกลงค่าตัวกันได้แล้ว จากนั้น โอนีล ก็มาหาผมที่บ้าน ขับรถมาเอง ผมเปิดประตู และไม่มีคำพูดใดๆทั้งสิ้น เขาเดินตรงเข้ามาหาผมและนั่งลง เขาบอกว่า ต้องการให้ผมเซ็นสัญญา และบอกให้ผมติดต่อเขา ทันทีที่คุยกับภรรยาแล้ว”

“แน่ล่ะสิ ผมอยากเซ็นสัญญาอยู่แล้ว มันเกิดขึ้นหลังจากฤดูกาลเปิดฉากไม่นาน”

“การย้ายไปอยู่กับเลสเตอร์ คือการยกระดับทางฟุตบอลของผม โอนีล ฉลาดมาก และเป็นหนึ่งในผู้จัดการทีมที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยร่วมงานด้วย คุณต้องวางตัวเมื่ออยู่กับเขา แต่ขณะเดียวกัน คุณก็ต้องการให้เขาพอใจ มันต่างจาก คลัฟ พอสมควร”

“เขาไม่ได้อยู่ในสนามซ้อมเสมอ แต่มักจะมาตอนท้ายการซ้อมทุกครั้ง ผมยังจำครั้งแรกของผมกับการซ้อมได้ เขาจับผมดวลกับเอมิล เฮสกีย์ นั่นคือการรับน้องของผมที่เลสเตอร์!”

“เรามีผู้เล่นที่ดีที่นั่นนะ” ฟิล เล่าต่อ “เรามีทีมสปิริต และมีความผูกพันที่ดีกับเจ้าหน้าที่สโมสร แต่ความยากของพรีเมียร์ลีก กับลีกล่าง ต่างกันมาก พรีเมียร์ลีกเหมือนกับคุณต้องวิ่งด้วยความเร็ว 75 ไมล์ต่อชั่วโมงแต่จากนั้นมันกลายเป็น 300 ไมล์ต่อชั่วโมงเฉย และการปั้นเกมของพวกเขาดูเป็นระบบระเบียบกว่าลีกล่าง”

“นักเตะคู่ต่อสู้ที่รับมือยากที่สุดของผมในเวลานั้นคือ เธียร์รี่ อองรี ถ้าคุณปล่อยให้เขาลงไปล้วงบอล เขาจะพาบอลขึ้นมาและทำประตูได้ แต่ถ้าคุณประกบเขาแน่นเกินไป เขาก็จะพาบอลหลบคุณ เขาไม่ใช่คนที่แข็งแกร่งที่สุด เขาไม่จำเป็นต้องมีสิ่งนั้นเพราะเขาเร็วมาก”

“ผมเคยเล่นกับจานฟรังโก้ โซล่า อยู่ครั้งหนึ่งที่เลสเตอร์ นาทีหนึ่ง คุณคิดว่าเขาอยู่ตรงนั้น แต่อีกนาทีหนึ่ง เขาจะโฉบไปอยู่ด้านหลังคุณและทำประตูได้ คุณย่อมไม่มีทางรู้ว่าเขาจะทำมันได้เมื่อไหร่”

จากนั้นกิลคริสท์ ก็ทำประตูแรก และประตูเดียวของตัวเองกับเลสเตอร์ ซิตี้ มันเกิดขึ้นที่แอนฟิลด์ เมื่อเดือนเมษายน ปี 2000

“ผมแลกเสื้อกับ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ในเกมนั้น” เขาเล่า

ฟิล กิลคริสท์ ทำประตู ลิเวอร์พูล ได้ที่แอนฟิลด์

“เราเอาชนะพวกเขา 2-0 โทนี่ ค็อตตี้ และผม ยิงประตูได้ต่อหน้าเหล่าเดอะ ค็อป ก่อนหน้านี้ แอนฟิลด์ เป็นสนามแห่งเดียวที่ค็อตตี้ ยังทำประตูไม่ได้ ส่วนประตูของผม มันมาจากลูกเตะมุม สุดท้ายบอลมาโดน “จมูก” ของผมและเข้าประตูไป”

“เรื่องตลกคือเอมิล เฮสกีย์ ที่เพิ่งย้ายไปลิเวอร์พูล 6 สัปดาห์ก่อนหน้านั้น เป็นคนประกบผม  ในจังหวะที่ผมฉลองประตู ผมวิ่งออกไป กระโดดตัวลอยและเหวี่ยงแขนผมขึ้นไป จนเพื่อนๆ มาทับบนตัวผม”

“ผมมีรูปถ่ายประตูนี้ด้วยนะ มันจะได้เป็นที่ระลึกว่าคุณพ่อของเขาทำอะไร เพราะตอนนั้นพวกเขาอาจเด็กเกินไปที่จะจำได้ เพราะแน่นอน มันไม่ง่ายกับการมาชนะที่แอนฟิลด์”

เมื่อโอนีล ย้ายไปจากเลสเตอร์ ซิตี้เมื่อปี 2000 สโมสรก็แต่งตั้ง ปีเตอร์ เทย์เลอร์ ขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน ฟิล บอกว่า “วิธีการทำงานของสโมสรเปลี่ยนไปเล็กน้อย ผมผิดหวังเมื่อ มาร์ติน ไป เพราะผมเพิ่งต่อสัญญากับสโมสรไป เขาเป็นคนดึงผมมาที่เลสเตอร์ และผมไม่อยากให้เขาไป”

“เพราะตอนที่เขาไป ผมยังเป็นนักเตะที่ประสบการณ์ไม่มากพอในพรีเมียร์ลีก มันไม่ง่ายเลยเมื่อผู้จัดการทีมคนหนึ่งย้ายออกไป และคนนั้น คือคนที่ซื้อคุณมาที่สโมสรนี้ เมื่อ เทย์เลอร์ เข้ามา นักเตะทีมชุดใหญ่หลายคน เป็นนักเตะระดับชั้นยอด ซึ่งก็คู่ควรกับสิ่งที่พวกเขาทุ่มเทมาตลอด”

“ผู้จัดการทีมคนใหม่ จำเป็นต้องแสดงจุดยืนเพื่อทำให้ทีมดีขึ้น เขาซื้อผู้เล่นที่เขาต้องการเข้ามา และในมุมของพวกเรา เขาไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น มันไม่มีอะไรรับประกันได้ว่ามันจะได้ผล และโชคร้าย ที่มันก็ไม่ได้ผลจริงๆ”

ฤดูกาลแรก ของปีเตอร์ เทย์เลอร์ ฟิล ย้ายไปเล่นให้กับเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน

“ผมย้ายทีมในวันเส้นตายตลาดซื้อขายเมื่อปี 2001” เขาอธิบาย

“เทย์เลอร์ ดึงตัวคัลลั่ม เดวิดสัน กองหลังถนัดซ้ายคนหนึ่งเข้ามา ผมไม่ได้ลงสนามมากพอ และผมต้องการลงเล่น ผมคุยกับปีเตอร์แบบเปิดอก และบอกว่า ผมพิสูจน์ตัวเองกับ มาร์ติน โอนีลแล้วว่าผมสามารถเล่นได้ แต่เขาก็ไม่รับประกันว่าผมจะได้ลงสนามต่อเนื่อง”

“ในวันเส้นตายของตลาดซื้อขาย เอเยนต์บอกผมว่า เวสต์บรอมวิชฯ ต้องการตัวผม ผมไม่เคยบอกเรื่องนี้กับแฟนบอลเลสเตอร์ แต่ผมไม่เคยต้องการย้ายทีม พวกเขาดีกับผมมาเสมอ และผมก็รู้สึกลงตัวกับที่นี่มาก”

“แต่ตอนนั้นผมอายุ 28 ปี และต้องการลงสนามเป็นตัวจริงต่อเนื่อง ผมจึงไปที่เวสต์บรอมฯ เพื่อพูดคุยกับแกรี่ เม็กสัน ผู้จัดการทีมในเวลานั้น เขาบอกผมชัดเจนว่า เขาต้องการอะไร ผมเองก็ยอมรับในความคิดของเขา”

“ไม่เกิน 4 นาทีก่อนตลาดจะปิด เขาเข้ามาหาผมแล้วบอกว่า ฟิล ผมอยากให้คุณเซ็นสัญญา เรากำลังจะเลื่อนชั้น ผมจับปากกาเซ็นก่อนจะถึงเส้นตาย 1 นาที 30 วินาที และในระหว่างทางกลับบ้าน ผมมานั่งคิดว่าผมไม่อยากจากเลสเตอร์ไป และคิดเสมอหลังจากนั้น ว่าผมทำในสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่”

“แต่พอมาลองคิดดูอย่างถ่องแท้ ผมคิดว่าผมได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เราเข้าสู่รอบเพลย์ออฟ ในฤดูกาลนั้น แต่ก็แพ้ให้กับ โบลตัน วันเดอเรอร์ส ผมมีอาการไส้เลื่อน และต้องออกจากสนาม นั่นทำลายทั้งช่วงซัมเมอร์ของผม เพราะผมต้องเข้ารับการผ่าตัด”

“ในทีมของเราตอนนั้นมี รัสเซล โฮลท์ และ ไมเคิ่ล แอ็ปเปิลตัน ขณะที่เคร็ก เช็คสเปียร์ ก็รับหน้าที่เป็นโค้ชทีมเยาวชนในเวลานั้น ฉะนั้่นเราจึงมีคนเลสเตอร์ที่พอจะรู้จักกันอยู่บ้าง ฤดูกาลต่อมา (2001-2002) เราก็เลื่อนชั้นไปพร้อมกับ แมนฯ ซิตี้ แต่เราก็ต้องตกชั้นในฤดูกาลต่อมาคือ 2003 และเลื่อนชั้นกลับมาอีกครั้งในปี 2004”

ฟิลมีความสุขกับอาชีพค้าแข้งที่เดอะ ฮอว์ธอร์นส์ แต่ในเดือนมีนาคมปี 2004 เขาย้ายไปเล่นให้กับ ร็อตเธอร์แฮมของ รอนนี่ มัวร์ ที่เล่นอยู่ในเดอะ แชมเปี้ยนชิพในเวลานั้น ก่อนเล่นที่นั่นอยู่ 2 ปี เขาได้ลงสนามเป็นตัวจริงต่อเนื่อง แต่มีอาการบาดเจ็บที่เอ็นร้อยหวาย จากนั้นก็กลับไปอยู่กับ อ็อกซ์ฟอร์ด อีกครั้ง แต่เวลานั้นทีมเก่าของเขาตกชั้นจากลีก อาชีพ ไปเล่นในคอนเฟอเรนซ์เสียแล้ว

แม้เขาจะมีอาการบาดเจ็บหัวเข่า และไม่ได้ซ้อมต่อเนื่อง แต่เขาก็ได้ลงสนาม และช่วยให้อ็อกซ์ฟอร์ด เข้าไปเพลย์ออฟเลื่อนชั้นขึ้นสู่ลีกอาชีพในปี 2007 และแม้จะเข้ารับการผ่าตัดแล้วในหน้าร้อนปีนั้น แต่เขาก็ตัดสินใจแขวนสตั๊ดเนื่องจากอาการบาดเจ็บที่หัวเข่าในเดือนธันวาคมปี 2007 ด้วยอายุ 36 ปี หลังฝ่าฟันชีวิตในอาชีพค้าแข้งมา 21 ปี

ฟิล กลับไปที่เลสเตอร์ เพื่อฝึกสอนนักเตะเยาวชน และคว้าเหรียญโค้ชมาครองได้สำเร็จ นั่นทำให้เขากลายไปเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีม และเป็นกุนซือให้กับโว้คกิ้ง ทีมในลีกคอนเฟอเรนซ์ในฤดูกาล 2008-2009

จากนั้น เขาก็เปลี่ยนสายอาชีพไป ด้วยการไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยลัฟโบโร่ และได้รับใบเกียรติบัตรการฝึกสอนที่มหาวิทยาลัยบัคกิ้งแฮม ก่อนรับตำแหน่งผู้ประสานงาน และผู้อำนวยการด้านการฝึกสอนกีฬา ที่แร็ทคลิฟฟ์ คอลเลจ

เวลานี้ เขาเป็นผู้ประสานงานร่วม และเป็นผู้ดูแลบ้าน ในแร็ทคลิฟฟ์ คอลเลจ ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำ และเป็นผู้รับผิดชอบดูแล นักเตะเยาวชน ฟ็อกซ์ ฮันท์ มาศึกษาและฝึกซ้อมฟุตบอลแบบมืออาชีพ ที่ศูนย์ฝึกเยาวชนของเลสเตอร์ ซิตี้

ฟิล กิลคริสท์ กับ เยาวชน ฟ็อกซ์ ฮันท์ ทั้ง 10 คน (แถวหลัง คนที่ 5 จากซ้าย)