“ผมทุ่มเทสุดหัวใจเพื่อแฟนเลสเตอร์ ซิตี้” -เวส มอร์แกน-

หลายคนมักจะหยิบหนังสือ ดีวีดี หรือแม้แต่ขวดเหล้ารัม เพื่อรำลึกและเฉลิมฉลองถึง “เทพนิยายเลสเตอร์ ซิตี้” กับเรื่องราวที่มหัศจรรย์ที่สุดครั้งหนึ่งของวงการฟุตบอลในปี 2016 และทุกครั้งเรามักเห็นใบหน้านักเตะคนหนึ่งที่มีรูปอยู่ทั่วทางเดินทั้งในสนาม คิงเพาเวอร์ สเตเดี้ยมและสนามฝึกซ้อม ชายคนนั้นชื่อ “เวส มอร์แกน”

สิทธิพิเศษของกัปตันของทุกทีมคือการเป็นคนชูถ้วยชนะเลิศ ภาพจำของแฟนบอลอังกฤษรุ่นเก่าหลายคนยังคงยึดติดกับวันที่ บ็อบบี้ มัวร์ ชูถ้วยแชมป์โลกเมื่อปี 1966 ในสนาม เวมบลีย์ สมัยที่ยังมีหอคอยคู่อยู่ สำหรับภาพความทรงจำของแฟนบอลเลสเตอร์ ซิตี้ ภาพที่ชัดเจนที่สุดคงหนีไม่พ้นภาพของ เวส มอร์แกน ที่ชูถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีก ร่วมกับ เคลาดิโอ รานิเอรี่ ผู้จัดการของทีมเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2016

คุณอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ กล่าวว่า “เวส เป็นหนึ่งในนักเตะผู้ยิ่งใหญ่ของเลสเตอร์ ซิตี้ และเป็นผู้นำทีมผ่านเข้าสู่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของสโมสร และช่วยสร้างมาตรฐานที่ดีในการขับเคลื่อนสโมสรไปข้างหน้า”

“เขาเป็นพี่ใหญ่ของทุกคนที่เขาร่วมงานด้วย เขาเป็นตัวแทนที่แข็งแกร่งของทีมและเป็นที่ปรึกษาที่ดีสำหรับผู้จัดการทีม และผู้บริหารระดับสูงของสโมสร เขามีส่วนร่วมกับการทำงานของสโมสรมากมาย”

“เวส แสดงให้เห็นตลอดอาชีพของเขาที่เลสเตอร์ ซิตี้ ผมรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นว่าเราสามารถทำงานร่วมกับเขา หลังสิ้นสุดเส้นทางของนักฟุตบอลอาชีพ และสโมสรจะได้รับประโยชน์จากประสบการณ์ ความรู้ ในเกมฟุตบอลจากเขาต่อไป” ประธานสโมสรกล่าว

“บางทีผมย้อนนึกถึงเหตุการณ์วันนั้นมันเหมือนฝันไป แต่มันก็เกิดขึ้นจริงแล้ว เมื่อมือของคุณได้สัมผัสถ้วยพรีเมียร์ลีก มันยอดเยี่ยมมาก ทั้งบรรยากาศในสนามและการจัดงานในวันนั้น มีทั้งแฟนบอลของเราที่เข้าชมในสนามและพวกเรายังได้เดินบนพรมอีกด้วย”

“ผมเป็นคนสุดท้ายที่ต้องเดินเข้าสนาม ผมรู้สึกหนาวสั่นทั่วร่างกายและผมจำความรู้สึกนั้นได้เสมอ ตอนผมจับที่ถ้วยพรีเมียร์ลีกก่อนที่จะชูขึ้น ผมหลับตาเพื่อจดจำความรู้สึกนั้นมันอยู่ในความทรงจำของผมตลอดชีวิต เมื่อผมยกถ้วยรางวัลขึ้นทุกคนก็ส่งเสียงโห่ร้อง ขณะนั้นผมเป็นผู้ชายที่มีความสุขที่สุดในโลก”

อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างย่อมมีวันจากลา การเดินทางของ เวส มอร์แกน กับ เลสเตอร์ ซิตี้ มาถึงสุดทางแล้ว แต่แน่นอนว่าชื่อของเขาจะอยู่ในประวัติศาสตร์ของสโมสรไปตลอดกาล และของขวัญชิ้นสุดท้ายที่กัปตันเวส มอร์แกนและผองเพื่อนมอบให้กับทีมเลสเตอร์ ซิตี้ ก็คือ การคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ครั้งแรกในรอบ 137 ปีให้กับสโมสรที่ผ่านมา  มอร์แกนถูก ไนเจล เพียร์สัน ดึงตัวมาจาก น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ เมื่อปี 2012 และนับถึงวันนี้ มอร์แกน อยู่กับทีมเลสเตอร์ ซิตี้มา 10 ปีแล้ว

“แน่นอนว่า ผมอยู่กับ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ มาหลายปี มันเป็นเรื่องยากมาก ๆ ที่ผมต้องจากบ้านเกิด ผมจำได้ว่า ตอนนั้นผมรู้สึกว่าผมมาถึงทางตันกับ ฟอเรสต์ แล้ว และผมต้องการหาความท้าทายใหม่ ๆ และผมก็เลือก เลสเตอร์”

“ตอนนั้น เลสเตอร์ เพิ่งได้เจ้าของใหม่และพวกเขามีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล และทันทีที่ผมได้ยินแผนงานต่าง ๆ ของพวกเขา ผมสนใจทันทีและผมอยากช่วยทำให้มันสำเร็จ นั่นคือจุดเริ่มต้นทั้งหมด แต่แน่นอนว่ามันไม่ง่ายที่จะปรับตัวกับทีมใหม่ แต่ผมรู้สึกแต่แรกว่าที่นี่คือบ้าน”

“ทุกคนในทีมต้อนรับผมดีมาก ผมกลายเป็นส่วนหนึ่งของทีมอย่างรวดเร็ว ผมคิดว่าผมทำผลงานได้ดี ผมปรับตัวเข้ากับทีมและห้องแต่งตัวได้ดี และสิ่งที่เหลือเชื่อสำหรับผม ตอนนั้นผู้จัดการทีมของเรา คือ ไนเจล ได้เห็นบางอย่างในตัวผมและเลือกผมเป็นกัปตันทีมคนใหม่”

ความเป็นผู้นำในฐานะกัปตันมอร์แกน ต่างจากในทีวีหรือภาพยนตร์ฟุตบอลที่เราเคยเห็นซึ่งทุกคนจะดูจริงจังและเรียกร้องจากลูกทีมตลอด แต่เวส มอร์แกน ต่างออกไป เพราะเขาชอบให้ลูกทีมพูดคุย ในการประชุมและคอยกระตุ้นพวกเขาเมื่อจำเป็น

“ผมคิดว่ามีกัปตันหลายแบบ มีทั้งพวกชอบตะโกน ตวาดเพื่อนๆ แต่ผมไม่ชอบแบบนั้น ผมชอบที่จะเป็นตัวอย่างให้พวกเขาในสนามมากกว่า ผมทุ่มเททั้งตัวเพื่อป้องกันประตูหรือเข้าสกัด ถ้าเพื่อนผมเล่นไม่ดีในวันนั้น มันเป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องพาพวกเขากลับสู่เกมของตัวเอง”

“บางครั้งเราอาจจะทะเลาะกันในสนาม แต่นั่นเพราะทุกคนอยากชนะ หลังจบเกมเราก็กอดคอเฮฮาปกติ นี่คือกัปตันในแบบฉบับของผม ผมชอบกระตุ้น ผมชอบช่วยเหลือทุกคนในสนาม นอกสนามผมก็เข้าถึงง่าย ถ้าใครมีปัญหาอะไรก็ตาม ผมจะพยายามทุกทางเพื่อช่วยเหลือพวกเขา”

“ผมชอบเป็นสะพานเชื่อมระหว่างทีมบริหารกับนักเตะ ผมมักจะอยู่ระหว่างที่สองฝ่ายคุยกันเสมอ ผมคิดว่านั่นคือเหตุผลที่ทำให้ผมได้เป็นกัปตันที่ เลสเตอร์ ผมว่า ไนเจล เพียร์สัน เห็นตรงจุดนี้ของผมนะ” กัปตันเวสกล่าวเพิ่มเติม

ต้องยอมรับว่า เพียร์สัน เห็นบางอย่างในตัว เวส มอร์แกน ซึ่งทั้งสองคนมีส่วนช่วยให้เลสเตอร์ ซิตี้ ได้เลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ ลีก ได้สำเร็จพร้อมสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์เดอะแชมเปี้ยนชิพด้วยคะแนนสูงสุดในครั้งนั้น

“ผมยังจำวันแรกของการซ้อมได้อยู่เลย ผมดวลกับ ลอยด์ ดายเออร์ อยู่และผมจำได้เลยว่า การฝึกซ้อมที่นี่จริงจังมาก ผมรู้สึกเช่นนั้นจริง ๆ ผมปรับตัวเข้ากับทีมได้เร็ว ความทรงจำแรก ๆ ของผมคือ ผมเจอเพื่อนร่วมทีมที่เก่งมากมาย ตอนเราอยู่ด้วยกัน เราตั้งเป้าที่จะเลื่อนชั้นให้ได้ ผมย้ายมาตอนเดือนมกราคม ดังนั้นผมจึงใช้เวลาครึ่งซีซั่นแรกในการทำความรู้จักกับเพื่อน ๆ ให้มากขึ้น”

“ซีซั่นแรกที่ผมได้เล่นเต็ม ๆ นั้น เราต้องลุ้นพื้นที่เพลย์ออฟจนถึงเกมสุดท้ายกับ ฟอเรสต์ และสุดท้ายพวกเราก็ทำได้” มอร์แกน พูดถึงฤดูกาล 2012/13 ที่ เลสเตอร์ เข้ารอบเพลย์ออฟไปพบกับ วัตฟอร์ด โดยเกมแรกพวกเขาชนะที่ คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม

“พวกเราจำเกมสุดดราม่าที่ วัตฟอร์ด ได้เสมอ ผมบอกได้คำเดียวว่าทุกคนเสียใจมาก ๆ ผมแค่คิดว่าสวรรค์ไม่เข้าข้างเราเลย”

โดยเกมที่สองที่ วิคาเรจ โร้ด สกอร์ในช่วงทดเจ็บนั้นเป็น วัตฟอร์ด ที่นำอยู่ 2-1 ก่อนที่ เลสเตอร์ ซิตี้ จะได้จุดโทษ แต่ อ็องโตนี่ น็อคการ์ต ยิงพลาด จนทำให้ทีม “แตนอาละวาด” สวนกลับเร็ว และยิงประตูที่สาม จนส่งผลให้ เลสเตอร์ ต้องตกรอบเพลย์ออฟด้วยสกอร์รวม 2-3

“ถ้าเราเป็นแฟนบอลทั่วไป ผมว่ามันคือสุดยอดเกมนะ แต่สำหรับพวกเราแล้ว เราใกล้จะเข้าชิงฯที่ เวมบลีย์ ทีมเราใกล้จะเลื่อนชั้น ดังนั้นพวกเราใจสลายกันหมด ถ้าเราโดนยิงหนีห่างตั้งแต่นาที 70 ผมว่ามันคงทำใจง่ายกว่านี้ แต่การโดนยิงในช่วงวินาทีสุดท้ายแบบนั้นจนทำให้เราอดเข้าชิงฯ ผมทำใจลำบากจริง ๆ”

“ผมจำได้ว่าหลังจบเกม ทุกคนลงไปนอนกับพื้น บางคนถึงกับหลั่งน้ำตา แต่อย่างที่เรารู้กัน พวกเรายืนขึ้นใหม่ แล้วก็เลื่อนชั้นสำเร็จในปีต่อมา” เวส กล่าวเพิ่มเติม

ในซีซั่นหลังจากที่แพ้ วัตฟอร์ด ในรอบเพลย์ออฟ ทีมเลสเตอร์ ซิตี้ เลื่อนชั้นได้สำเร็จด้วยการคว้าแชมป์ แชมเปี้ยนชิพ พร้อมสร้างสถิติคว้าแต้มได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร (102 คะแนน), ชนะในลีกมากที่สุด (31 เกม), ชนะในบ้านมากที่สุด (17 เกม) และ ชนะติดต่อกันมากที่สุด (9 เกม)

“ผมรู้ว่าเราสร้างสถิติได้หลายอย่างในซีซั่นนั้น เราได้ 102 แต้ม ซึ่งมันมหัศจรรย์มาก ๆ พวกเราเล่นหลายเกมและสร้างสถิติชนะต่อเนื่องได้ มันคือซีซั่นสุดยอดของพวกเรา และผมคิดว่ามันเป็นไฮไลท์สำคัญในชีวิตผมกับเลสเตอร์เลย”

“ผมฝันมาตลอดว่าจะได้เล่นพรีเมียร์ลีก ในตอนนั้นมันคือจุดสูงสุดในชีวิตค้าแข้งผมแล้ว ผมคิดว่าผมจะได้เล่นกับพวกแข้งระดับโลก กับสุดยอดทีมในสนามที่ดีที่สุดในโลก มันคือฝันที่เป็นจริง”

ปีแรกที่ “จิ้งจอกสยาม” เลื่อนชั้นมา พวกเขาลงทุนซื้อตัว มาร์ค อัลไบรท์ตัน, เลโอนาร์โด้ อูยัว และ เอสเตบัน กัมบิอัสโซ่ เข้ามา ซึ่งฤดูกาลดังกล่าว เลสเตอร์ มีเรื่องดีและแย่ผสมกันไป  ในฤดูกาลนั้นเลสเตอร์ชนะทีมระดับท็อปอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 5-3 ในเดือนกันยายน หลังจากเกมนั้นเลสเตอร์ไม่ชนะใครเลย 13 นัดติดต่อกัน จนตกเป็นทีมอันดับสุดท้ายของตารางในวันคริสต์มาส

ซึ่งในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของฟุตบอลอังกฤษ หากทีมใดเป็นทีมอันดับสุดท้ายในช่วงบ็อกซิ่งเดย์แล้ว แทบไม่มีใครรอดตกชั้นได้เลย และที่น่าเหลือเชื่อคือ เลสเตอร์ อยู่ท้ายตารางตรงนั้นจนถึงเดือนเมษายน ในปี 2015

“มันคือซีซั่นแรกของพวกเราในพรีเมียร์ลีก ระหว่างฤดูกาลนั้น เรารู้สึกว่าเราเล่นได้ไม่เลว แต่ไม่รู้ทำไมเราถึงแพ้แล้วแพ้อีก มันยากมาก ๆ แต่เรารู้ว่าเราต้องพยายามต่อไป เราต้องหาจุดเปลี่ยนให้ได้”

“โชคดีที่เราเจอจุดเปลี่ยนนั้น และเริ่มได้ผลการแข่งขันที่ดีเรื่อย ๆ”

หลังจากนั้น เลสเตอร์ ก็สร้างปาฏิหาริย์หนีการตกชั้นได้แบบเหลือเชื่อ โดยเลสเตอร์คว้าชัยชนะ 7 เกมจาก 9 เกมสุดท้ายของซีซั่น จบอันดับที่ 14 ของตารางในพรีเมียร์ลีกซีซั่นแรกในรอบสิบปี

“ตั้งแต่เราชนะเกมแรก เราชนะเกมที่สอง และหลังจากนั้นเราก็คุยกันว่า พวกเราทำได้ มันทำให้กำลังใจเราเปลี่ยน โมเมตัมเป็นใจให้กับเรา และเรารู้ว่าเราจะไม่แพ้อีก”

“ผมจำได้ว่าผมอ่านหนังสือพิมพ์แล้วทุกคนก็พูดถึงเรา ไม่มีใครเคยรอดตกชั้นหลังจากเป็นทีมบ๊วยในช่วงวันคริสต์มาส แต่เราทำได้ มันคือของขวัญของทุกคน เราสู้จนนาทีสุดท้าย ทุกคนเรียกมันว่า การหนีตายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล เราทำได้สำเร็จ”

ฤดูกาลต่อมา เลสเตอร์ เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เมื่อ ไนเจล เพียร์สัน อำลาจากทีมไป และเป็น เคลาดิโอ รานิเอรี่ ที่รับไม้ต่อแทน ที่น่าสนใจก็คือ ไม่มีใครคิดว่า รานิเอรี่ จะทำทีมได้ดีกว่า เพียร์สัน แน่ ๆ โดยตอนนั้น มอร์แกน อยู่กับทีมชาติจาไมก้าที่กำลังลงเล่นศึกคอนคาเคฟ โกลด์ คัพ

“ผมรู้ข่าวของ ไนเจล ตอนอยู่กับทีมชาติ ผมพลาดพรีซีซั่นในตอนนั้น และผมคิดว่าผมต้องรีบกลับไปคุยกับ เคลาดิโอ และทำความรู้จักกันให้เร็วที่สุด”

“เรื่องที่ดีคือ เคลาดิโอ ไม่พยายามเปลี่ยนทีมเท่าไร เขารู้ว่าปีก่อนทีมชุดนี้ทำได้ดี และเขาควรจะสานต่อภารกิจนั้น”

อย่างไรก็ตาม แม้ เลสเตอร์ จะหนีตกชั้นได้สำเร็จในซีซั่นก่อน แต่บริษัทรับพนันที่อังกฤษต่างไม่มีใครเชื่อว่าเลสเตอร์ ซิตี้จะทำผลงานได้ดี โดยอัตราต่อรองที่ “เลสเตอร์” จะเป็นแชมป์ลีกสูงสุดอยู่ที่ 5,000/1 ซึ่งเรียกว่า น้ำท่วมโลกอาจจะง่ายกว่าให้เลสเตอร์ได้แชมป์พรีเมียร์ลีก

ในฤดูกาลนั้น เลสเตอร์ เริ่มต้นแบบช้า ๆ แต่มั่นคง จนเลสเตอร์ครองตำแหน่ง “จ่าฝูง” ในครั้งนั้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน และนักเตะกองหน้าของทีม เจมี่ วาร์ดี้ ได้สร้างสถิติยิงประตู 11 นัดติดต่อกันในพรีเมียร์ลีก ซึ่งนับเป็นสถิติสูงสุดตลอดกาลอีกด้วย

“ตอนที่ วาร์ด (ชื่อเล่นวาร์ดี้) ยิงได้เป็นเกมที่ 6 และ 7 นั้น ทุกคนตื่นเต้นมาก เราแค่ช่วยกระตุ้นและสนับสนุนให้เขายิงได้อีก”

“ผมมั่นใจว่าเขาแค่ต้องการยิงประตูอีก แน่นอนว่ายิ่งคุณใกล้ทำลายสถิติ ความกดดันก็ยิ่งตามคุณไปอีก แต่ซีซั่นนั้นมันสุดแสนพิเศษจริง ๆ ประตูที่เขายิงใส่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มันยอดเยี่ยมมาก มันคือประตูที่สวยที่สุดลูกหนึ่ง ที่สำคัญคือมันเป็นประตูที่ เจมี่ วาร์ดี้ ทำลายสถิติยิงติดต่อกันในพรีเมียร์ลีก ของรุด ฟาน นิสเตลรอย ได้”

แน่นอนว่านั่นความสำเร็จส่วนตัวของ วาร์ดี้ แต่ในแง่ของทีม กูรูทุกสำนักยังไม่เชื่อว่าทีมเลสเตอร์จะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้จริงๆ ถึงแม้ว่าเลสเตอร์จะอยู่ในอันดับต้นของตาราง ซึ่งกัปตันมอร์แกน ก็ยอมรับว่าในตอนนั้นทุกคนก็ยังไม่มั่นใจ

“ตลอดทั้งปี แม้เรารู้ว่าเราจะเล่นได้ดีแค่ไหน เราจะชนะบ่อยขนาดไหน แต่สำหรับผมแล้ว ผมไม่เชื่อว่าเราจะไปถึงจุดที่จะคว้าแชมป์ได้”

“เรามีฟอร์มที่ยอดเยี่ยม อยู่หัวตารางตลอด แต่การคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกไม่ได้อยู่ในหัวผมเลย แม้จะผ่านเกินครึ่งซีซั่นมาแล้วก็ตาม”

“ที่ผมจำได้ก็คือ น่าจะเป็นหลังจบเกมเยือน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ผมรู้สึกว่า เราก็อาจจะไปถึงจุดคว้าแชมป์ลีกสูงสุดก็ได้ ปาฎิหารย์อาจจะเกิดกับพวกเรา”

“แต่หลังจากนั้นไม่นาน ผมคิดว่ามันอาจจะเป็นไปไม่ได้ เมื่อทีมเราแพ้ อาร์เซนอล แม้ในตอนนั้นเรายังอยู่กลุ่มบนของตารางก็ตาม”

เวลาเดินไปอย่างรวดเร็ว จนเข้าสู่เดือนพฤษภาคม โดย เลสเตอร์ ต้องออกไปเยือน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ซึ่งหากพวกเขาชนะ พวกเขาจะกลายเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกทันที

แต่สุดท้ายหลังจบเกมนั้น “เลสเตอร์” ไม่สามารถเก็บ 3 แต้มกลับบ้านได้ ทำได้แค่เสมอ 1-1  จากการทำประตูของกัปตันเวส และประตูนั้นของเวส มอร์แกน เป็นประตูที่เขาชอบที่สุดตลอดกาล

“ในชีวิตค้าแข้งผม มีหลายประตูที่ผมชอบมาก ๆ ผมจัดลิสต์ท็อปไฟว์ไว้เลยนะ” เวส หัวเราะ “แน่นอนว่าประตูที่ผมยิงได้ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด นั้น ผมชอบมันมาก เพราะมันช่วยให้เราได้แชมป์พรีเมียร์ลีกในวันต่อมา โอเค มันอาจจะไม่ได้ทำให้เราได้แชมป์ทันที แต่มันสำคัญมาก ๆ เพราะฉะนั้นมันคือประตูที่พิเศษที่สุดในชีวิตของผม”

ก่อนเกมที่ เชลซีจะเล่นกับ สเปอร์ส เหล่าบรรดานักเตะ “เลสเตอร์ ซิตี้” พากันไปรวมตัวที่บ้านของ วาร์ดี้ โดยวันนั้น ครึ่งแรกทีมสเปอร์ส บุกนำเชลซี 2-0 ทำให้ทุกคนรู้สึกเซ็ง แต่เกมวันนี้ยังไม่จบยังเหลืออีก 45 นาทีหลัง

“ทุกคนนั่งอย่างเบื่อหน่าย เรานั่งกันอยู่ตรงนั้น ไม่มีใครพูดอะไรมาก เพราะเชลซีเป็นรองถึงสองลูก แต่ทุกอย่างในครึ่งหลังมันบ้ามาก โดยเฉพาะตอนที่ (เอแด็น) อาซาร์ ยิงตีเสมอได้ พวกเราฉลองกันสุดเหวี่ยง”

“มันคือความทรงจำตลอดไป พวกเราหลายคนเริ่มต้นจากลีกล่าง เราถวายชีวิตเพื่อขึ้นมาเล่นในพรีเมียร์ลีก อย่าง ริยาด มาห์เรซ หรือ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ไม่มีใครรู้จักพวกเขามาก่อน ทุกคนทำเรื่องมหัศจรรย์ได้สำเร็จ”

“มันแทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่เราทำให้มันเป็นจริง มันคือฝันอันแสนหวานของทุกคน การได้แชมป์พรีเมียร์ลีกมันมหัศจรรย์มาก และผมเล่าถึงมันได้ไม่มีวันจบ”

วันที่ 7 พฤษภาคม 2016 เป็นวันที่เหล่าขุนพล “เลสเตอร์ ซิตี้” จะร่วมกันรับถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีก และใครจะเชื่อว่าจากทีมที่พลาดการเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกเมื่อสามปีก่อน มาวันนี้พวกเขาเหล่านั้นจะคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้สำเร็จ และกำลังได้เล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

ในรายการยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ปีต่อมา เลสเตอร์ ถูกมองว่าเป็น “ทีมรอง” แม้เกมแรกเลสเตอร์จะเปิดตัวด้วยการชนะ คลับ บรูจ ถึง 3-0 ก็ตาม แต่ลูกทีมของรานิเอรี่ ก็รวมใจกันคว้าแชมป์กลุ่มจีได้สำเร็จในรอบแรก

ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายของยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมแชมป์จากเกาะอังกฤษ ถูกจับสลากไปพบกับ เซบีญ่า ทีมชั้นดีจากสเปน แต่สุดท้ายแล้ว เลสเตอร์ฝ่าฟันเข้ารอบต่อไปได้ โดย เวส มอร์แกน ยิงประตูได้ด้วย

สำหรับเวสแล้ว เขาไม่เคยฝันถึงการเล่นในค่ำคืนยุโรปเลย ทุกกลางสัปดาห์ กัปตันเวส จะนัดเพื่อน ๆ เพื่อชมเกมบอลยุโรปที่บ้าน ซึ่งเรื่องแค่นั้น เขาก็มีความสุขมากแล้ว

“ในคืนวันที่มี แชมเปี้ยนส์ ลีก ผมมักจะอยู่ที่บ้านเพื่อนเพื่อนัดกันดูบอล ผมรักที่จะดูผู้เล่นระดับโลก ทีมสุดเก่งลงสนามกัน แต่ผมยอมรับนะ ผมไม่เคยฝันถึงการเล่นในแชมเปี้ยนส์ ลีก เลย เพราะฉะนั้นผมดีใจที่สุดที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันที่ดีที่สุดในโลก”

“เราทำได้ดีมาก เข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ เราภูมิใจกันมากและผมก็ดีใจที่ทำประตู เซบีญ่า ได้ มหัศจรรย์มาก ๆ”

หลังจากนั้น ทีมเลสเตอร์ ซิตี้ ได้พัฒนารูปแบบการเล่นอย่างยอดเยี่ยมจนกลายเป็นทีมที่สร้างความลำบากให้กับทีมใหญ่ ๆ ของพรีเมียร์ลีกเสมอ  ซึ่งตอนนี้ เวส อายุเริ่มมากขึ้นประกอบกับอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่ก็ยังได้รับความไว้วางใจให้เป็นตัวสำรองและมีโอกาสได้ลงเล่นในหลาย ๆ เกม แน่นอนเวสไม่เคยเสียใจที่ถูกเลือกให้เป็นตัวสำรองจากชากลาร์ โซยุนซู และเวสลี่ย์ โฟฟาน่า เพราะมอร์แกนรู้ว่า “เลสเตอร์” มีอนาคตที่สดใสรออยู่ ภายใต้การทำทีมของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส

“ที่ เลสเตอร์ พวกเรามักจะคิดถึงวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่าเสมอ แน่นอนมันอาจจะมีช่วงที่เราหลุดไปบ้าง แต่ตั้งแต่ เบรนแดน เข้ามาทุกอย่างดีขึ้น เบรนแดน นำพาเราไปในทิศทางที่มั่นคง เขาเปลี่ยนหลายอย่างทั้งภายในและภายนอกตัวเรา”

“มันช่วยให้เรากลายเป็นทีมที่ดีกว่าเดิม คุณลองดูอันดับในลีกของเราก็ได้ ดูผลงานในสนามของเรา เรากลายเป็นทีมที่เก่งขึ้นจริง ๆ”

“การได้เล่นบอลยุโรปอีกครั้งในปีนี้นั้นยอดเยี่ยมมาก น่าเสียดายที่เราพลาดตั๋วไปแชมเปี้ยนส์ ลีก ไปนิดเดียวในปีก่อน แต่ซีซั่นนี้ เราก็ยังมีลุ้น เราทำได้ดีมาก ๆ และเครดิตส่วนหนึ่งต้องมอบให้ เบรนแดน”

“เขาเข้ามากระตุ้นเราให้แสดงออกถึงจิตวิญญาณของเรา การจัดการทีมของเขานั้นเยี่ยมมาก เขาเข้ากับผู้เล่นทุกคนได้ดี เขาพยายามทำความเข้าใจทุกคน มันไม่ง่ายเลยนะ ทุกนัดจากทั้งทีม 25 คน มันจะมีแค่ 11 คนที่ได้ลงสนาม ดังนั้นการจะทำให้ทุกคนพอใจมันเป็นไปไม่ได้เลย แต่เขาทำได้ดีเลยแหละ”  เวส กล่าวถึงเบรนแดน

“เขาพยายามโรเทชั่นทีมเมื่อมีโอกาส ผมเห็นอนาคตที่สดใสรอเราอยู่ เรามีสนามฝึกซ้อมใหม่ที่มาตรฐานระดับโลก เราทำได้ดีในสนาม ผมหวังว่าในอนาคต ทีมจะเติบโตมากกว่ายุคสมัยของผม ไม่แน่นะ เราอาจจะได้แชมป์ลีกอีกครั้งก็เป็นได้ ผมพูดเพราะผมคิดว่าเราสามารถทำมันได้จริง ๆ”

สุดท้ายก่อนที่กัปตันเลสเตอร์ ซิตี้ จะลาทีมไป มอร์แกนและเพื่อน ๆ ได้ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ให้กับสโมสรอีกครั้งด้วยการคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ เป็นครั้งแรกในรอบ 137 ปี จนทำให้ เลสเตอร์ คว้าแชมป์ใหญ่ได้ครบสามถ้วยในประเทศอังกฤษ

“ผมรู้ว่าผมจะมีชื่อก่อนเตะรอบชิงฯ แค่ 24 หรือ 48 ชั่วโมงเท่านั้น เหลือเชื่อที่ผมได้ลงสนาม และได้คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ผมตื่นเต้นมาก”

“มันน่าเหลือเชื่อ ผมอยู่กับสโมสรที่ดีที่สุดในโลก เรามีเจ้าของที่ยอดเยี่ยม การจัดการทีมก็สุดยอด ผู้เล่นทุกคนก็เก่งกาจ เรามีอนาคตที่สดใสรออยู่”

อย่างไรก็ตาม งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา และวันนี้การค้าแข้งอันยาวนานเกือบ 10 ปีของ เวส มอร์แกน กับเลสเตอร์ ซิตี้ ถึงทางแยกแล้ว แต่แน่นอนว่า กัปตันทีมหมายเลข 5 คนนี้จะอยู่ในใจของแฟนบอลเลสเตอร์ ซิตี้ เสมอ และภาพที่เขาชูถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกและเอฟเอ คัพครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ จะเป็นที่จดจำตลอดไป

“มันเป็นเกียรติสูงสุดที่ผมได้เล่นต่อหน้าแฟนเลสเตอร์ทุกคน  ผมมีความสุขที่นี่มาก การได้ย้ายมาร่วมทีมเลสเตอร์ คือการตัดสินใจที่ดีที่สุดในชีวิต ความทรงจำของผมกับเลสเตอร์จะอยู่ในใจผมไปตลอดกาล”

“แฟน ๆ ทุกคนดีกับผมเสมอมาและผมบอกเลยว่า ผมทุ่มเทสุดหัวใจเพื่อพวกเขาและเลสเตอร์เสมอมาและจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป” เวส มอร์แกน กล่าวทิ้งท้าย