“เจมี่ วาร์ดี้” จากคนขาดความเชื่อมั่น สู่ดาวยิงคนสำคัญของเลสเตอร์ ซิตี้

กาลเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว “เจมี่ วาร์ดี้” เดินทางเข้าสู่ฤดูกาลที่ 10 กับเลสเตอร์ ซิตี้ โดยตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เขาก้าวสู่ช่วงเวลาสำคัญเป็นผลสำเร็จ ด้วยการยิงครบหลัก 150 ประตู รวมทุกรายการที่ลงเล่น

การที่วาร์ดี้ กลายมาเป็นดาวยิงสูงสุดตลอดกาล เป็นอันดับที่ 4 ของสโมสร เขาต้องผ่านด่านทดสอบมาอย่างมากมาย รวมถึงความท้าทายที่ถาโถมเข้ามา เรื่องราวที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้คือ เขาเกือบไม่ได้เป็นตำนานของ “จิ้งจอกสยาม” ด้วยซ้ำไป หากวันนั้นเขาเลือกถอดใจระหว่างทาง

จากจุดเริ่มต้น วาร์ดี้ ย้ายจาก ฟลีตวูด ทาวน์ ทีมระดับนอกลีก มาร่วมทีมเลสเตอร์ ซิตี้ ในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ ช่วงฤดูกาล 2012/13 พ่วงดีกรีนักเตะนอกลีกที่ค่าตัวแพงสุดในประวัติศาสตร์ที่ 1 ล้านปอนด์ ทั้งหมดเหมือนกับดาบสองคม จากฟุตบอลระดับรากหญ้า สู่การแข่งขันที่มีมาตรฐานสูงกว่า ทำให้เขาคิดว่าอาจพิสูจน์ตัวเองไม่สำเร็จ

วาร์ดี้ ย้อนความทรงจำว่า “ก่อนหน้านั้น มีข้อเสนอจากทีมเลสเตอร์ ซิตี้, คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ และปีเตอร์โบโร่ ถูกยื่นเข้ามา ผลสุดท้าย ผมตัดสินใจเลือกเลสเตอร์ ซิตี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อคุณย้ายมาเล่นในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ คุณจะพบว่า บรรดากองหลังมีการอ่านเกม และยืนตำแหน่งดีกว่านอกลีกมากเลย”

“กองหลังในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ ไม่ได้เคลื่อนที่ช้าเหมือนที่คุณคิดไว้ ผมตระหนักแล้วว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน สิ่งที่ผมเคยทำได้กับ ฟลีตวูด ทาวน์ กลับใช้ไม่ได้ผลเลยกับการเล่นระดับนี้ จากที่ผมเคยยิงประตูได้อย่างมากมาย ผลสุดท้าย ผมเริ่มต้นฤดูกาลแรกด้วยการยิงไปเพียง 5 ประตู”

วาร์ดี้ ค้นหาทางออก ด้วยการการพูดคุยกับกุนซือ ทำให้เขามีความคิดเปลี่ยนแปลงไป พร้อมกับมีความมั่นใจมากขึ้น โดยบอกว่า “ผมไม่ได้คุยเรื่องนี้กับครอบครัว ผมเลือกที่จะคุยกับผู้จัดการทีมในเวลานั้นอย่างไนเจล เพียร์สัน รวมถึงกลุ่มผู้ช่วยอย่างสตีฟ วอลช์ และเคร็ก เช็คสเปียร์ ผมบอกพวกเขาไปตามตรงว่า ผมคิดว่าตัวเองไม่ดีพอ โดยเฉพาะการเล่นลีกระดับนี้”

“ผมขอร้องพวกเขาว่า อยากให้ปล่อยผมกลับไปฟลีตวูด ทาวน์ อาจเป็นแบบยืมตัวก็ได้ แต่โค้ชกลับตอบมาว่า เราต่างเชื่อมั่นในตัวนาย การดึงตัวนายมาร่วมทีม เพราะเรามีความมั่นใจในตัวนาย สำหรับผมแล้ว นั่นคือสิ่งที่ผมอยากได้ยินจริง ๆ”

จุดเปลี่ยนสำคัญของวาร์ดี้ ภายในถิ่น “คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม” เกิดขึ้นในฤดูกาลต่อมาคือ 2013/14 เมื่อเขายิงไป 16 ประตู ในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ จนพาทีมคว้าแชมป์ลีกรอง จากการเก็บไปถึง 102 คะแนน พร้อมกับเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีก อย่างยิ่งใหญ่

วาร์ดี้ ทิ้งท้ายว่า “ฤดูกาลที่ 2 ของผมกับเลสเตอร์ ซิตี้ ผมมีความมั่นใจมากขึ้นกว่าเดิม ผู้จัดการทีมส่งผมลงเล่นเป็นตัวจริง ในเกมแรกของฤดูกาลกับการเยือนมิดเดิ้ลสโบรช์ ผมเป็นคนยิงประตูชัย 2-1 นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูกาลนั้นเลย ผมเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นในตัวเอง โดยเป็นการลบความคิดที่ว่า ผมเองไม่เหมาะกับเดอะ แชมเปี้ยนชิพ”

อย่างที่ทราบกัน วาร์ดี้ กลายเป็นส่วนสำคัญในแดนหน้า ช่วยทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก (2015/16) และเอฟเอ คัพ (2020/21) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเลสเตอร์ ซิตี้ ถือเป็นเกียรติยศที่จะติดตัวเขาไปตลอดชีวิต

ตลอด 10 ซีซั่นที่ผ่านมา ผู้เล่นมากหน้าหลายตาสลับหมุนเวียนกันไปในสโมสรแห่งนี้ แต่สำหรับวาร์ดี้ เขายังคงยืนหยัด และวิ่งสู้ฟัดให้กับเลสเตอร์ ซิตี้ ต่อไป เพราะนี่คือสโมสรที่เชื่อมั่นในตัวเขามาตลอด แม้แต่วันที่เขายังสงสัยในความสามารถของตัวเอง