แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ประกาศอำลาเลสเตอร์ ซิตี้

แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ผู้รักษาประตูกัปตันทีม เลสเตอร์ ซิตี้ ประกาศอำลาสโมสร เพื่อย้ายไปร่วมทีม นีซ ในลีก เอิง ฝรั่งเศสหลังลงเล่นให้กับสโมสรถึง 11 ฤดูกาล จนกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร

ผู้รักษาประตูวัย 34 ปี พาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก, เอฟเอ คัพ, คอมมูนิตี้ ชิลด์ และแชมเปี้ยนชิพ หลังย้ายมาจาก ลีดส์ ยูไนเต็ด เมื่อปี 2011 โดยแคสเปอร์ จะย้ายไปร่วมทีม นีซ ในลีก เอง ฝรั่งเศสโดยไม่เปิดเผยค่าตัว

แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ทำสถิติลงเล่นให้กับสโมสรมากที่สุดอันดับสาม โดยลงสนามรวม 479 นัด ในช่วง 11 ฤดูกาลที่ผ่านมา และกลายเป็นนักเตะคนสำคัญที่ช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จมากมายในช่วงเวลาที่ กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ เข้ามาบริหารสโมสร

ผู้รักษาประตูทีมชาติเดนมาร์กคือหัวใจสำคัญของช่วงเวลาที่น่าจดจำมากมาย รวมถึงการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกของสโมสรในฤดูกาล 2015/16 และการคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ครั้งแรกของ “จิ้งจอกสยาม” ในฤดูกาล 2020/21 ความรักในฟุตบอล ความเป็นผู้นำ และความมีวินัยของเขา ช่วยวางรากฐานแห่งความสำเร็จอย่างยั่งยืนให้กับเลสเตอร์ ซิตี้ ชื่อของเขาจะถูกจารึกไว้อย่างภาคภูมิใจในหนังสือประวัติศาสตร์ของสโมสร

คุณอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ กล่าวว่า “ตลอดเวลาที่เขาอยู่กับเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะกัปตันและรองกัปตันทีม แคสเปอร์ เป็นผู้เล่นที่ยืนหยัดร่วมกับทีมมาโดยตลอด และมีความรับผิดชอบเสมอ เขานำทีมด้วยความโดดเด่น และด้วยความเป็นผู้นำของเขาทั้งในและนอกสนาม แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพของเขาทั้งในฐานะนักฟุตบอล และในฐานะเพื่อนร่วมงาน”

“ผมทราบดีว่ากองเชียร์เลสเตอร์ ซิตี้ ต่างให้ความเคารพต่อผู้เล่นที่มีจุดยืนอย่างแคสเปอร์ หลังจากที่เขาประสบความสำเร็จในฐานะนักฟุตบอลและกัปตันทีม เราจะร่วมอวยพรให้เขาโชคดีในอาชีพค้าแข้งที่สโมสร นีซ ในฝรั่งเศส”

“มันชัดเจนมากสำหรับทุกคนที่ได้เห็น แคสเปอร์ มอบทุกอย่างให้กับเลสเตอร์ ซิตี้ ทุกครั้งที่เขาลงเล่น เขาร่วมแบ่งปันประสบการณ์กับสโมสรและแฟนบอลของเราตลอดระยะเวลา 11 ปีที่ผ่านมา เขาจะเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้เสมอ”

แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ย้ายจาก ลีดส์ ยูไนเต็ด เมื่อปี 2011 การปรากฏตัวของ ชไมเคิ่ล ในฐานะผู้รักษาประตูกับสโมสรได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาเป็นส่วนสำคัญในแผนการสร้างทีม ที่จะทำให้วงการฟุตบอลทั่วโลก ต้องจับตามองเลสเตอร์ในอีกไม่กี่ปีต่อมา พรสวรรค์และความสามารถของเขานั้นเป็นที่รู้จักดีอยู่แล้วกับแฟนบอล เลสเตอร์ ซิตี้ ทุกคน

การคว้าแชมป์ แชมเปี้ยนชิพฤดูกาล 2013/14 ทำให้ ชไมเคิ่ล ได้รับการเสนอชื่อให้ติดทีมยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล และยังมีส่วนสำคัญในการสร้างตำนาน “The Great Escape” พาเลสเตอร์ ซิตี้ รอดตกชั้นจากศึกพรีเมียร์ลีก อย่างเหลือเชื่อในฤดูกาล 2014/15

ฤดูกาล 2015/16 เป็นฤดูกาลที่ทีม “จิ้งจอกสยาม” เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในฐานะทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดทีมนึงในประวัติศาสตร์กีฬาโลก เมื่อคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาครอง โดยมีคะแนนห่างอันดับสองถึง 10 คะแนน

ชไมเคิ่ล พาเลสเตอร์ ซิตี้ ลงแข่งขันในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2016/17 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร โดยทำผลงานการป้องกันประตูได้อย่างโดดเด่นตลอดรายการ รวมถึงการเซฟจุดโทษสำคัญในเกมพบกับ เซบีญ่า ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายจนทำให้ทีมผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศไปพบกับ แอตเลติโก มาดริด

นอกเหนือจากช่วงเวลาที่น่าจดจำเหล่านั้น ชไมเคิ่ล ได้กลายมาเป็นหัวใจสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์เลสเตอร์ ซิตี้ อีกครั้งด้วยการสวมปลอกแขนเป็นกัปตันทีม พาทีมลงเล่นในศึกเอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศปี 2021 ในเกมที่ เลสเตอร์ ซิตี้ ชนะ เชลซี 1-0 ที่ เวมบลีย์ สเตเดี้ยม

ชไมเคิ่ล เซฟประตูจากลูกยิงของ เมสัน เม้าท์ ในช่วงท้ายเกมได้อย่างเหลือเชื่อ และนั่นเป็นช่วงเวลาที่แฟนบอลเลสเตอร์ เชื่อว่า พวกเขาจะได้เห็นทีมรักคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

นอกจากนี้ ชไมเคิ่ล ยังพาทีมคว้าแชมป์ เอฟเอ คอมมูนิตี้ ชิลด์ ด้วยชัยชนะเหนือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่สนาม เวมบลีย์ และยังมีส่วนสำคัญในการแข่งขันฟุตบอลยุโรป ด้วยการเซฟประตูสำคัญในเกมพบ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ในศึก ยูโรป้า คอนเฟอเรนซ์ ลีก ช่วยให้ทีมผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศครั้งแรกในการแข่งขันฟุตบอลยุโรป โดยเข้าไปพบกับ โรม่า เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

การทำหน้าที่ผู้รักษาประตูของ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้แฟนบอล หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว และสนับสนุนสโมสรมาอย่างยาวนาน ความสามารถและความสำเร็จของเขาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จะทำให้เขาก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะระดับตำนานตลอดกาลของเลสเตอร์ ซิตี้ อย่างแน่นอน

แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล จะอำลาสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ พร้อมกับความปรารถนาดี และคำขอบคุณจากใจจริง จากเพื่อนร่วมทีมทั้งหมด และขออวยพรให้ประสบความสำเร็จในเส้นทางนักฟุตบอลอาชีพที่สโมสร นีซ