เลโอนาร์โด้ อูยัว ”ฝันเป็นจริงที่ได้เล่นในอังกฤษ”

เลโอนาร์โด้ อูยัว ชื่อนี้อาจจะโนเนมในฤดูกาลนี้ แต่หลังจากที่ยิงประตูในเกมช่วย เลสเตอร์ ซิตี้ ชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้หลายๆ คน โดยเฉพาะสาวก “เร้ด อาร์มี่” ไม่มีทางลืมได้แน่นอน วันนี้เรามาผ่อนคลายกับบทสัมภาษณ์สบายๆ ของ อูยัว กันดีกว่า

Q : มันเป็นการเริ่มต้นฤดูกาลที่ดีเยี่ยมสำหรับคุณเป็นการส่วนตัว สิ่งที่คุณทำทั้งหมดเป็นยังไงบ้าง ?
LU : จริงๆ แล้ว มันเหมือนกับความฝันเป็นจริง และผมก็มีความสุขมากๆ พ่อของผมมักจะนั่งดูเกมฟุตบอลเยอะแยะตอนที่ผมยังเด็กๆ ทั้งในสเปนและในลีกอังกฤษ และท่านก็บอกกับผมว่า “มันคงน่าอัศจรรย์มากแค่ไหนที่จะได้เห็นลูกอยู่ในสนามเหล่านี้” มีหลายๆ สิ่งแบบนั้น และตอนนี้ผมได้อยู่ที่นี่ และผมก็ชอบมากๆ เพราะทุกๆ อย่างมันเกิดจากความพยายามเป็นสองเท่าสำหรับผม อาชีพของผม เป็นเรื่องที่มีความท้าทาย ไม่มีอะไรง่ายๆ เลย

Q :  ตอนนี้ผ่านมา 14 ปีแล้ว คุณสามารถพูดได้ไหมว่าการตัดสินใจอำลาปาตาโกเนีย เป็นเรื่องที่ยากสุดๆ….
LU : ใช่ครับ ที่ปาตาโกเนียผมเคยชินกับการเล่นในสภาพอากาศที่มีลมแรงอย่างน่าเกลียดที่สุดเท่าที่คุณสามารถจินตนาการได้ แต่ ซีเอไอ เป็นเหมือนกับครอบครัว ซึ่งเป็นที่ที่คุณไม่ได้เป็นแค่นักฟุตบอลจากศูนย์ฝึกเยาวชนเท่านั้น แต่เป็นนักเรียนด้วย และมีหลายๆ สิ่งที่เป็นระบดังนั้นเราทุกคนมีหน้าที่ที่แตกต่าง ซีเอไอ มีแผนงานเรื่องศูนย์ฝึกเยาวชนนี้ และพวกเขาต้องเดินทางไปเล่นเกมอุ่นเครื่องกับหลายๆ ทีมในบูเอโนสไอเรสด้วยการนั่งรถบัส มันต้องใช้เวลาในการเดินทาง 24 ชั่วโมง และบนรถบัสจะมีโต๊ะเล็กๆ เพื่อเอาไว้เล่นไพ่มันสนุกมากๆ ที่บูเอโนสไอเรส, ซาน ลอเรนโซ่ และ ราซิ่ง พยายามที่จะเซ็นสัญญากับผม ผมเลือกไปเล่นกับ ซาน ลอเรนโซ่

Q : บางที ปาตาโกเนีย ไม่ได้ผลิตนักเตะได้มากนัก เนื่องจากการขาดเทคนิครอๆ กับสภาพอากาศที่มีลมแรงมากๆ
LU : มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะการต้องใช้ชีวิตอยู่ที่ โรซาริโอ หรือ บูเอโนสไอเรส คุณรับมือได้ยังไงผมพูดไม่ได้เลยว่าผมได้ลงเล่นบนสนามหญ้าที่เขียวขจีตอนที่ผมเด็กๆ เพราะผมไม่เคยได้เล่นในสนามแบนั้นเลย แต่เมื่อคุณรักฟุตบอล คุณต้องพยายามปรับตัว ในกรณีของผม ผมกับพี่ชายและญาติเรากระโดดข้ามอุปสรรคเหล่านี้ที่โบสถ์มอร์ม่อนซึ่งเป็นที่ที่พวกเขามีลานปูนอเนกประสงค์ และก็แอบเล่นฟุตบอลข้างใน บางครั้งพวกมอร์ม่อนมักจะบอกกับเราว่าไม่อนุญาตให้เล่นฟุตบอลในนี้ และขอร้องเราด้วยความสุขภาพให้เราออกไป แต่ในวันต่อมาเราก็พยายามที่จะทำแบบเดิมอีกครั้ง

Q : คุณเล่นตำแหน่งกองหน้าเสมอเหรอ ?
LU : ไม่ใช่ครับ ตอนอายุ 12 ปี ผมเคยเล่นตำแหน่งเซนเตอร์แบ็ก, มิดฟิลด์ และเพลย์เมกเกอร์ หลังจากที่ หลุยส์ กราเนโซ่ ผู้จัดการทีมของผมใน เดปอร์ติโบ โรค บอกกับผมว่าผมต้องไปเล่นกองหน้า ผมสูงกว่าเด็กคนอื่น ๆ และดูเหมือนมันเป็นตัวเลือกที่ชัดเจน แต่หลังจากนั้นผมก็มักจะได้สัมผัสบอล และเป็นส่วนหนึ่งของเกม บางครั้งผมไม่ค่อยใช้เวลามากนักในกรอบเขตโทษ เพราะฉะนั้นในช่วงฝึกซ้อม เมื่อบอลเข้มาในพื้นที่ และผมก็ไม่พลาด ผู้จัดการทีมมักจะให้ผมเข้าไปอยู่ในกรอบเขตโทษตอนที่ได้ลูกฟรีคิก “คุณต้องเข้าไปอยู่ในเขตโทษเพื่อจัดการกับลูกเปิด และแย่งบอล” เขาบอกกับผม และนั่นเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ เพราะผมเข้าใจบทบาทจริงๆ ของผม ผมไม่สามารถอยู่ในเขตโทษได้ตลอด แต่เมื่อเวลามาถึง ผมต้องเข้าไปข้างในนั้นหรือจะโดนเพื่อนร่วมทีมฆ่า !

Q : มันเหมือนฝันเป็นจริงที่ได้เล่นที่นี่ และเผชิญหน้ากับนักเตะระดับโลกพอสมควร
LU : ใช่ครับ แต่ตอนที่ผมได้เห็น เชส (ฟาเบรกาส), ดีเอโก้ คอสต้า, (อังเคล) ดิ มาเรีย หรือ ฟัลเกา ผมไม่คิดว่า “มันเป็นเรื่องดีแค่ไหนที่พวกเขาอยู่ที่นี่” การได้ดูโทรทัศน์ ใช่ พวกเขาเป็นนักเตะชั้นยอด และผมก็ชื่นชมพวกเขามากๆ แต่ในสนาม ผมอยากเอาชนะพวกเขา ผมต้องเจอกับคู่แข่งมากมาย มันก็เหมือนกับตอนที่เจอกับ โรนัลโด้ และ เมสซี่ ในสเปน (ตอนที่ อูยัว เล่นกับอัลเมเรีย) แม้ว่าผมมักจะแพ้ตลอดก็ตาม

Q : ชีวิตของคุณเป็นยังไงที่เลสเตอร์ ? สิ่งที่คุณทำตอนที่คุณไม่ได้ลงเล่นล่ะ ?
LU : ผมใช้ชีวิตอยู่ในตัวเมือง แต่ภรรยาของผมและลูกๆ ยังอยู่ที่ไบรท์ตัน ต้องมีการแก้ปัญหาชั่วคราว เราไม่สามารถมีชีวิตอยู่แบบนี้ได้ ภรรยาของผมเงียบมากๆ ที่บ้านผมพยายามดูหนังเป็นซับภาษาอังกฤษ เพื่อเป็นการฝึกภาษาอังกฤษของผม ผมตั้งเกตว่าผู้คนมักจ้องมองผมตามท้องถนน บางทีเป็นเพราะพวกเขาไม่ได้คาดหวังในตัวนักฟุตบอลที่เป็นเพียงคนธรรมดาๆ คนหนึ่ง แต่ผมไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ต ผมมักซื้อของทั่วๆ ไป…

Q : ภาพที่ ดิ มาเรีย ถอนเงินจากตู้เอทีเอ็ม ยังเป็นข่าวราวกับว่ามันเป็นเรื่องแปลก !
LU :  ใช่เลย ! ผมไม่เข้าใจเรื่องวุ่นวายแบบนี้จริงๆ ตอนที่ผมอยู่ที่ไบร์ทตัน ถ้ามีบางสิ่งที่ขาดไปในตู้เย็น ผมจะไปข้างล่างเพื่อไปที่มินิ ซูเปอร์มาร์เก็ต ด้วยกางเกงขาสั้นกับรองเท้าแตะ หรือรองเท้าฟองน้ำแม้ว่ามันจะเป็นช่วงฤดูหนาวก็ตาม ผู้คนถึงกับอึ้งตอนที่พวกเขาเห็นผมแบบนั้น ! พวกเขาขำกลิ้ง พวกเขาต้องคิดว่าผมบ้าแหงๆ “เฮ้ย คุณกำลังจะไปไหน ?” พวกเขาถามผม “อืมม ผมอยากดื่มน้ำส้มหน่อย” นั่นแหละความจริง ผมใช้ชีวิตอยู่อยู่บนคอนโด และผมไม่ได้อยากทำตัววุ่นวายเพื่อเปลี่ยนแปลง มันก็เหมือนกับคนทั่วๆ ไปที่อยู่ในสถานการณ์แบบนี้

Q : การพูดคุยกับ ดิ มาเรีย คุณคุยอะไรกับเขาก่อนที่จะเจอกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
LU : เขาถามถึง กูชู (เอสเตบัน กัมบิอัสโซ่) เพราะพวกเขารู้จักกันและกันตั้งแต่ตอนที่เล่นให้ทีมชาติ ผมเข้าไปทักทายและบอกว่า “ไม่ต้องวิ่งเยอะ นายดูเหมือนตัวลอยอยู่กลางอากาศ” เขาหัวเราะ เขาไม่ได้คาดหวังแบบนั้นหรอก

Q : เขาไม่ได้หัวเราะแน่ๆ หลังจบเกม..
LU : (หัวเราะ) มันเป็นชัยชนะที่สุดยอดมากๆ แต่ผมไม่อยากมองย้อนกลับไป ผมหมายถึงผมไม่ได้พยายามที่จะมองอดีต และลืมนึกเกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในแมตช์ต่อไป นั่นเป็นสิ่งที่ทีมต้องทำ โดยส่วนตัวแล้ว ใช่เลย ในช่วงหลายๆ ปีที่ผ่านมาผมคงจะได้เจอกับปฏิกิริยาตอบสนองเกี่ยวกับฟอร์มการเล่น และทำได้สองประตู นั่นทำให้เรากลับมาได้จากการโดนนำ 0-2 และ 1-3 ผมมีเรื่องแบบนี้จะเล่าให้ฟัง เพราะมันดีพอๆ กับตอนที่ผมยิงประตู เรอัล มาดริด สมัยที่เล่นให้ อัลเมเรีย ในเกมเสมอ 1-1 บอกจากใจนะผมหวังว่าจะมีเรื่องราวแบบนี้อีกเยอะๆ

Q : คุณทำอะไรหลังเกมกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ?? ไปฉลองหรือเปล่า ?
LU : หลังจบเกมนั้น ผมก็ขับรถและไปที่ไบรท์ตันเพื่อไปดื่มมาเต (ดื่มกาแฟของชาวอเมริกาใต้) พร้อมกับภรรยาและลูกๆ

Q : กองหน้าในพรีเมียร์ลีกคนไหนที่คุณรู้สึกประหลาดใจ ?
LU : ดีเอโก้ คอสต้า สร้างความน่าอัศจรรย์ได้อย่างรวดเร็วเกี่ยวกับการปรับตัว เขาแข็งแกร่ง, รวดเร็ว, คล่องแคล้ว เขาสามารถเล่นได้ทั้งฝั่งซ้าย, ขวา และเป็นตัวจบสกอร์

Q : ตอนนี้คุณไม่สามารถลืมเรื่องค่าตัวในการย้ายทีมซึ่งแฟนบอลเลสเตอร์มีการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องค่าตัวที่แพงเว่อร์” (8 ล้านปอนด์เป็นสถิติของสโมสร) คุณคิดยังไงตอนที่คุณได้ยินเรื่องนี้ครั้งแรก ?
LU :  (หัวเราะ) มีการพูดคุยขำๆ กันมาก ตอนเริ่มแรกผมไม่รู้ว่าพวกเขาเซ็นสัญญาผมด้วยค่าตัวขนาดนั้น เริ่มต้นด้วยการยิงประตูในแมตช์พบ สโต๊ค ซิตี้ หลังจากนั้นผมได้รับการบอกกล่าวว่า พวกเขาส่งวีดิโอของพวกเขามาให้ผมเซ็น เพราะพวกเขาอยู่ในสนาม มันน่าประทับใจมากๆ

Q : ตอนนี้คุณรู้สึกยังไงที่เห็นชื่อตัวเองอยู่เคียงข้างกับนักเตะอย่าง ดีเอโก้ คอสต้า และ เซร์คิโอ อเกวโร่ ในตารางดาวซัลโว ?
LU : ผมคงไม่พูดว่าผมไม่ประทับใจนะ ผมมองตารางแล้วผมรู้สึกเป็นเกียรติมากๆ แต่ในเวลาเดียวกันผมคิดว่าเรื่องราวแบบนี้ผมจะบอกกับลูกหลานของผม ผมพยายามที่จะไม่เสียเวลามากนักที่จะมองสิ่งที่เกิดขึ้น ผมพยายามมีสมาธิกับอนาคตของตัวเอง

Q : มุมมองในการใช้ชีวิตที่อังกฤษ คุณยังต้องพยายามปรับตัวอยู่ไหม ?
LU : อาหารเช้า ! แบบว่าอาหารเช้าที่แสนคลาสสิคในอังกฤษ อืมม มันก็ดี แต่ผมแทบไม่อยากเชื่อว่าเมื่อคุณมาถึงไบรท์ตัน และเห็นสิ่งที่พวกเขากินตอนเช้า ผมคาดหวังในเรื่องขนมปังปิ้ง, แยม, กาแฟ 1 ถ้วยหรือ มาเต บางทีก็แซนวิชอีกซักหน่อย……… แต่พวกเขาก็กินไข่บ่อยๆ, เบค่อน, ไส้กรอก, มะเขือเทศ และถั่ว ผมรู้สึกแปลกใจที่ได้เห็นแบบนั้น และผมต้องเซอร์ไพรส์เป็นสองเท่าเมื่อผมเห็นพวกเขาออกวิ่ง พวกเขาวิ่งได้ยังไงหลังจากที่กินอาหารแบบนั้น ?! แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ไม่เหมือนแบบว่า “ช่วงเวลาทำสมาธิ” เพราะเรามักพูดคุยกันในอาร์เจนตินา เมื่อคุณจะไปพักที่โรงแรมก่อนที่ลงสนาม กัมบิอัสโซ่ บอกกับผมว่า “ที่อินเตอร์ ผมต้องออกจากบ้าน 2 วันก่อนลงสนาม และที่นี่ผมต้องออกจากบ้าน 2 ชั่วโมงก่อนลงเล่น” และมันก็จริงอย่างที่เขาพูด ในอาร์เจนตินา มีอยู่ครั้งหนึ่งผมใช้เวลา 8 วันเพื่อทำสมาธิกับการเล่นให้ซาน ลอเรนโซ่ เพราะเราต้องลงเล่น 3 เกมใน 1 สัปดาห์ และมันไม่มีเวลามากพอที่จะกลับบ้าน

Q : คุณพูดถึงซาน ลอเรนโซ่ คุณไม่ได้พิสูจน์ว่าเป็นเด็กมหัศจรรย์ที่ประสบความสำเร็จในอาร์เจนตินาใช่ไหม ?
LU : การย้ายไป บูเอโนสไอเรส คนเดียวมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ผมยังเด็ก และโดนส่งไปเล่นแบบยืมตัวตลอด โดย 2 เทรนเนอร์ซาน ลอเรนโซ่ ปฏิเสธผม เพราะพวกเขามีกองหน้าเยอะแยะ พวกเขาบอกกับผมแบบนั้น และผมได้รับใบแดงสำหรับการปกป้องเกมหนีตกชั้นที่สำคัญมากๆ กับ โอลิมโป แต่ผมเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่คว้าแชมป์กับ ซาน ลอเรนโซ่ และซูดาเมริกาน่า คัพ กับ อาร์เซน่อล (เด ซารานดี้) แม้ว่าผมจะไม่ค่อยได้ลงเล่นมากนักอย่างที่ผมต้องการก็ตาม มันเป็นช่วงเวลาที่หวานอมขมกลืนจริงๆ

Q : คุณย้ายไปเล่นที่สเปน…..
LU : ใช่ครับ มีโอกาสได้ย้ายแบบถาวรซึ่งมันเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ และยังได้เล่นในยุโรปด้วย ไม่สำคัญว่าจะเป็นทีมในระดับดิวิชั่นสอง มันแบบนี้ประตูแห่งการแสดงศักยภาพเปิดออกแล้ว ผมมั่นใจแบบนั้น ซึ่งมันก็เกิดขึ้นจริงๆ ผมยิงได้ 31 ประตูใน 2 ฤดูกาล (ให้กับ คาสเตญ่อน) และจากนั้น อัลเมเรีย ก็เซ็นสัญญากับผม

Q : ทำไมคุณถึงตัดสินใจย้ายมาที่อังกฤษ ? คุณจบฤดูกาลในฐานะดาวซัลโวสูงสุดดิวิชั่น 2 กับอัลเมเรีย และมีประสบการณ์กับการที่คุณอยู่ในสเปน
LU : จริงๆ แล้วหลังจากที่ยิงได้ 28 ประตูในฤดูกาลนั้นทำให้มีแนวคิดเรื่องการย้ายทีม และบางทีก็เรื่องการเป็นดาวซัลโวของสโมสร มีข้อเสนอมากมายจากหลายๆ สโมสรในสเปน รวมทั้งกรีซ โดย อัลเมเรีย มอบเสื้อหมายเลข 9 ให้กับ ชาร์ลส์ เนื่องจากมีการคิดว่าผมกำลังจะย้ายทีม มันไม่มีการเจรจาใดๆ เลยในช่วงที่ผ่านมา และผมก็ยังอยู่กับทีม แต่มีหลายๆ สิ่งที่ไม่เหมือเดิม ดังนั้นตอนที่ไบรท์ตัน ยื่นข้อเสนอเข้ามา ผมแทบไม่ต้องคิดทบทวนเลย มันเป็นความท้าทายที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง และผมก็ชอบความท้าทาย, การเริ่มต้นจากความยากลำบาก ผมได้คุยกับ เฟร์นานโด โซเรียโน่ ซึ่งเคยเล่นกับ บรูโน่ ซัลเตอร์  (ฟูลแบ็กไบรท์ตัน) ที่อัลเมเรีย และก็ขอเบอร์โทรศัพท์ของเขา บรูโน่ ให้รายละเอียดทุกอย่างกับผมที่ผมต้องการก่อนที่ผมจะตัดสินใจ ขณะที่ลูกสาวของผม โซเฟีย อายุ 5 ขวบ และมันเป็นช่วงอายุที่ดีมากๆ สำหรับเธอที่จะได้เริ่มเรียนภาษาอังกฤษอย่างเหมาะสม

Q :  ภาษาอังกฤษของคุณเป็นยังไงบ้าง ?
LU : มันก็ค่อยๆ เริ่มพัฒนาขึ้นครับ แต่ตอนที่ผมย้ายมาที่นี่ ผมไม่เข้าใจอะไรเลย ผมต้องเข้าเรียนที่โรงเรียนสอนภาษา แต่มันไม่มีเรื่องสีสัน, ตัวเลข และสำนวนที่ไม่มีประโยชน์กับการเล่นฟุตบอลเลย แบบว่า “มีแมวอยู่บนโต๊ะ” ซึ่งจะมีแต่ประโยคแบบนั้นเยอะแยะ แต่เพื่อนร่วมทีมชาวสแปนิชบอกกับผมว่า “อมิโก้ แม่ของผมเป็นครูสอนภาษาอังกฤษอยู่ในสเปน และนั่นทำให้ผมรู้สึกสบายใจ ผมเริ่มเรียนภาษาอังกฤษจริงจังตอนที่ผมมาอยู่ที่นี่” และเขาพูดถูก ! ผมยังคงทำการบ้านที่คุณครูที่ไบรท์ตัน ส่งมาให้ผมทำเสมอ แต่ผมเข้าใจทุกๆ สิ่งที่ผู้จัดการทีมพูด และผมยังคุยกับเพื่อนร่วมทีมด้วย มันเป็นเรื่องดีมากๆ ชาวสกอตต์, เวลส์ และสำเนียงแบบชาวเหนือซึ่งผมแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเข้าใจ ผมสามารถออกไปข้างนอก และใช้ชีวิตแบบปกติโดยที่ไม่ต้องอาศัยล่ามอีกต่อไป

Q : สิ่งนั้นไม่เคยเกิดขึ้นกับ คาร์ลอส เตเวซ ในการเรียนภาษาอังกฤษ —“มันเป็นเรื่องยากมาก” อย่างที่เขาเคยพูดเอาไว้….
LU :  (หัวเราะ) ไม่เลย คาร์ลอส รู้ถึงวิธีการแก้ปัญหาแบบง่ายๆ เขาเป็นคนสนุกสนาน, มีเสน่ห์ และเขาโดนกดดันจากเพื่อนร่วมทีมตอนที่อยู่ในบราซิลเพื่อให้เรียนภาษาสเปน หลังจากนั้นมันก็เกิดขึ้นเหมือนเดิมที่อังกฤษ และบางทีตอนนี้ก็คงเกิดขึ้นแบบเดียวกันในอิตาลี ! แต่ที่เลสเตอร์ เรามีครูสอนที่รู้ภาษาสเปนอยู่บ้างภายในห้องแต่งตัว แน่นอนว่ามีหลายคนที่ทั้งงงและสนุกกับคำพูดหลายๆคำพูด

Q : การย้ายมาของ กัมบิอัสโซ่ เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ สำหรับคุณ ไม่มีคนที่พูดภาษาสแปนิชอยู่ในทีมชุดนี้ เหมือนกับตอนที่คุณเล่นให้กับไบรท์ตัน
LU : มันเป็นเรื่องดีมากๆ ที่ กูชู อยู่ที่นี่ เขาไม่ได้มีความหมายแค่ในฐานะนักเตะเท่านั้น อาชีพของเขา, ประสบการณ์ของเขา มันสำคัญมากๆ แต่เพราะการที่ไม่มีใครพูดภาษาสเปน และการย้ายมาของเขาเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ รวมทั้งเรายังได้มีโอกาสดื่มมาเตด้วยกัน ที่ไบรท์ตัน เรามักจะพูดคุยภาษาสเปนเยอะมาก และมันช่วยผมได้จริงๆ เพราะผมเพิ่งย้ายมาเล่นในอังกฤษเท่านั้น

Q : สำหรับคุณกับ ไนเจล เพียร์สัน ผู้จัดการทีมเลสเตอร์ เขาเป็นคนยังไง ?
LU : ผมคิดว่าผู้จัดการทีมชาวอังกฤษไม่ค่อยใกล้ชิดกับนักเตะชาวอเมริกาใต้ แต่ ไนเจล ทำให้ผมแปลกใจตั้งแต่วันแรก เขาเป็นคนที่สุดยอดจริงๆ เขามีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับนักเตะทุกคน เขามักจะมีมุกตลก เขายังถามคุณเกี่ยวกับครอบครัวของคุณ และคุณรู้สึกยังไง มันเป็นสิ่งสำคัญที่นักเตะจะมีสภาพจิตใจที่ดีเยี่ยม หนึ่งในหลายๆ สิ่งที่เขาบอกกับผมก็คือเขาอยากให้ผมสนุกกับการใช้ชีวิต และมีความสุขกับสโมสร ผมเข้าใจได้ทันที สโมสรแห่งนี้มีพื้นฐานที่เน้นความเป็นครอบครัว มีผู้หญิง 2 คนที่ทำหน้าที่ซักรีด, ผู้ชายทำหน้าที่ดูแลเสื้อผ้า, คนดูแลเสื้อผ้า, นักกายภาพบำบัด, เจ้าหน้าที่ตัดต่อวีดิโอ พวกเขาทุกคนรู้จักกันและกัน และมีความใกล้ชิดกับนักเตะทุกคน ตารางการฝึกซ้อมมีการทำเป็นระบบ ดังนั้นคุณรู้ถึงสิ่งที่คุณจะต้องทำตลอดทั้งเดือน และนั่นต้องขอบคุณผู้จัดการทีม เขาผสมผสานจิตวิญญาณเหล่านี้ในเวลา  3 ปีนับตั้งแต่ที่เขาเข้ามาคุมทีม นั่นเป็นเหตุผลที่พวกเขาได้ผลการแข่งขันที่ดี และทีมก็แทบจะเหมือนเดิมกับเมื่อปีที่ผ่านมา หนึ่งในนักกายภาพบำบัดบอกกับผมเมื่อเร็วๆ นี้ว่าไม่มีสตาร์ในทีมนี้ แต่มีแค่กลุ่มคนที่ใกล้ชิดกันเพื่อทำงานร่วมกัน และนั่นเป็นความจริง

Q : ไหนๆ ก็พูดถึงผู้จัดการทีมแล้ว  อืม…คุณเคยคิดไหมว่า ตาต้า มาร์ติโน่ จะโทรมาบอกว่าคุณเรื่องติดทีมชาติอาร์เจนตินา ?
LU : ผมพยายามที่จะไม่คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ แม้ว่าแนวคิดเรื่องการเป็นตัวแทนของประเทศบ้านเกิดของคุณมันเป็นเรื่องที่อยู่ในหัวของคุณเสมอ โดยเฉพาะตอนนี้ ผมรู้ว่ามันแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะติดทีมชาติจากการไม่ได้เล่นในลีกสูงสุด แต่ตอนนี้ผมได้เล่นในพรีเมียร์ลีก ใครจะไปรู้ล่ะ ? ถ้ามันเกิดขึ้น ผมคงจะมีความสุขที่สุดในโลก และถ้าไม่เกิดขึ้นนั่นก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความรู้สึกของผม ผมมีความสุขที่สุดในโลกแล้ว

-ทอมเม้ง-

ขอบคุณข้อมูลจาก : siamsport.co.th

ติดตามข่าวสารจิ้งจอกสยาม Facebook : https://www.facebook.com/LeicesterTH Instagram : http://instagram.com/leicesterth Twitter : https://twitter.com/LeicesterTH Youtube : https://www.youtube.com/user/LeicesterTH